No image available

จัดฟัน แต่ไม่มียางสีๆ มันจะเก๋หรือ

จัดฟัน แต่ไม่มียางสีๆ มันจะเก๋หรือ เรื่องสียางจัดฟัน เป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคล บางคนก็เห็นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับหลายคน ก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ วัยรุ่นหลายคน ก็ไม่ได้ชอบยางสารพัดสีที่ฟัน

อีกข้อดีของการไม่ใช้ยาง นอกเหนือจากเรื่องกลไกของตัวเครื่องมือแล้วก็คือ การหมดปัญหายางเปลี่ยนสี ตามอาหารหรือเครื่องดื่ม และยังอาจช่วยให้รักษาความสะอาดได้ดีขึ้น เพราะไม่มียางให้เป็นที่สะสมความสกปรก สร้างกลิ่นเหม็น ในผู้ที่แปรงฟันไม่ค่อยสะอาดอีกด้วย

เดมอนไม่ใช้ยางมัด จึงเท่ากับเป็นการควบคุมคุณภาพ ของเครื่องมือทั้งระบบได้เป็นอย่างดี มันไม่ต้องการการปรับเครื่องมือมากมายนัก ไม่มีปัญหาเรื่องยางขาด ที่ทำให้สูญเสียแรงในระบบ

เดมอน vs เครื่องมือธรรมดาทั่วไป

มาถึงคำถามสำคัญ ถ้าเราใช้เดมอน แล้วผลการจัดฟันจะต้องดีกว่า ใช้เวลารักษาสั้นกว่า เครื่องมือจัดฟันทั่วไปหรือไม่

หากอยู่ในมือแพทย์ผู้ชำนาญการ และการรักษาเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือแบบไหน ผลการจัดฟันก็ควรออกมาเหมือนกัน ไม่จำเป็นว่า ใช้เดมอน ใช้เครื่องมือแบบใส แล้วฟันจะต้องเรียงสวยกว่า

ผลการจัดฟัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อหรือชนิดของเครื่องมือ แต่ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของทันตแพทย์ และความร่วมมือของคนไข้ ฟันเคลื่อนได้ด้วยแรง ผ่านเครื่องมือจัดฟัน ซึ่งทันตแพทย์เป็นผู้ออกแบบและควบคุมแรงเหล่านี้

ดังนั้น เรื่องความรู้และประสบการณ์ของทันตแพทย์ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องสนใจ มากกว่าเรื่องเครื่องมือจัดฟัน

ทุกอย่างอยู่ที่ความรู้ของทันตแพทย์ และตัวคุณเอง ไม่ใช่เครื่องมือจัดฟัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือจัดฟันบางชนิด ก็อาจมีคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่าง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชีวิตการจัดฟันของคนไข้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น หรืออาจช่วยให้ทันตแพทย์ทำงานได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

เดมอน เร็วกว่าจริงหรือ

เครื่องมือจัดฟันแบบไม่มัดยาง (Self-ligating Braces) ไม่ใช่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแต่อย่างใด เครื่องมือจัดฟันแบบไม่มัดยาง มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 และเดมอนวางตลาดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996

ที่ผ่านมา มีการทำวิจัยมากมาย แต่ก็ “ยังไม่พบ” หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มากพอ เพื่อยืนยันว่า เครื่องมือจัดฟันแบบไม่มัดยาง ใช้เวลาในการรักษาโดยรวม เร็วกว่าเครื่องมือจัดฟันทั่วไป

มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผล ต่อระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา อย่าลืมว่า จัดฟันเป็นการรักษาความผิดปกติเฉพาะบุคคล ซึ่งแต่ละคนก็มีระดับความผิดปกติที่ไม่เท่ากัน ระดับการตอบสนองต่อการรักษาของร่างกายต่างกัน การให้ความร่วมมือในการรักษา ก็ยังไม่เท่ากันอีก